เนื่องด้วยโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา สภากาชาดไทย มีการเปลี่ยนมาใช้ระบบ HIS ใหม่

จึงขอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปที่เข้ามาทำการรักษาที่โรงพยาบาลฯ สามารถตรวจสอบใบรับรองแพทย์ออนไลน์ได้ที่ http://medcertificate.somdej.or.th/
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ (038)320-200 ต่อ 1126 ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ

 

 

 

ความรู้เรื่อง การฝึกกลืนเบื้องต้นสำหรับญาติหรือผู้ดูแล (ผู้ป่วยที่มีภาวะ กลืนลำบาก)

 

        

ดารินทร์ สิงห์สาธร                       กุลยา สุขปราการ          

 

 

               โรคหลอดเลือดสมอง หรืออัมพฤกษ์ อัมพาต คือภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยงทำให้เกิดอาการปากเบี้ยว พูดไม่ชัด แขนขาข้างใดข้างหนึ่ง อ่อนแรงหรือชาที่เกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด ถือเป็นอาการของโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ตามสาเหตุการเกิดคือ

1.โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน พบประมาณร้อยละ 75 ของโรคหลอดเลือดสมองทั้งหมด โดยอาจจะมีสาเหตุมาจากการหนาตัวจนเกิดการตีบหรืออุดตันของหลอดเลือดในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวและควบคุมได้ไม่ดี เช่น ภาวะอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่หรือในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ จะมีโอกาสเกิดลิ่มเลือดในหัวใจ และหลุดลอยไปอุดตันหลอดเลือดในสมองได้ เป็นต้น

2.โรคหลอดเลือดสมองแตก ถึงแม้จะพบน้อยกว่าโรคหลอดเลือดสมองตีบ แต่มีความรุนแรงมากกว่า โดยพบโรคหลอดเลือดสมองแตกประมาณร้อยละ 30 อาการของโรคจะขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่มีการแตกของหลอดเลือก และตำแหน่งที่ลิ่มเลือดอยู่ โดยอาจจะมีสาเหตุมาจากความดันโลหิตสูงที่ควบคุมได้ไม่ดี หรือในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของผนังหลอดเลือดทำให้มีหลอดเลือดโป่งพอง จนเกิดการแตก เมื่อมีเลือดออกในสมอง จะทำให้เกิดการกดเบียด เนื้อสมองข้างเคียง หรือทำให้การไหลเวียนเลือดในสมองผิดปกติ ผู้ป่วยจะมีอาการคล้าย กับอาการเส้นเลือดสมองตีบหรืออุดตัน แต่อาจจะมีอาการมากกว่า ร่วมกับมีอาการปวดศีรษะรุนแรง อาเจียนพุ่ง ความรู้สึกตัวลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งหากรักษาช้า อัตราความพิการหรือเสียชีวิตก็จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น

     นอกจากปัจจัยดังกล่าวข้างต้นแล้ว ในผู้ป่วยที่เคยมีประวัติโรคหลอดเลือดหัวใจหรือหลอดเลือดสมอง ผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี หรือผู้ที่มีประวัติบุคคลในครอบครัวป่วยด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจหรือหลอดเลือดสมอง ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ก็จะเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองมากกว่าคนปกติ โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต สามารถป้องกันได้ด้วยการควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆ และสังเกตอาการโดยใช้วิธีการจดจำอย่างง่ายจากอักษรย่อ F.A.S.T.

F=FACE มุมปากตกหนึ่งข้างเวลาอยู่เฉยๆหรือเวลายิ้ม

A=ARMS ยกแขนไม่ขึ้นหรืออ่อนแรง 1 ข้าง

S=Speech ปากเบี้ยวพูดไม่ชัด พูดไม่ได้หรือฟังไม่รู้เรื่อง

T=Time ผู้มีอาการดังกล่าวต้องรีบไปโรงพยาบาลภายใน 24 ชั่วโมงครึ่งหรือโดยเร็วที่สุด

เพราะการรักษาที่ทันท่วงที จะช่วยลดความเสี่ยงของความพิการที่อาจเกิดขึ้นและรักษาชีวิตของผู้ป่วยไว้ได้

หลังเกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต ผู้ป่วยจะมีการสูญเสีย ความรู้สึกบางส่วน การพูด พูดไม่ชัด การรู้จักสิ่งของ หมวดหมู่ แยกแยะ หมดความสามารถในการใช้สิ่งของหรือเคลื่อนไหวลำบาก การเห็นภาพ ควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ มีปัญหาด้านอารมณ์ มีการเกร็ง

การดูแลเรื่องภาวะกลืนลำบากเบื้องต้น

     กระบวนการฟื้นฟูสภาพการกลืนลำบาก ต้องทำงานแบบสหสาขาวิชาชีพ ร่วมกันประเมิน วางแผนการรักษาและให้โปรแกรมการฝึกฟื้นฟู ในประเทศไทย นักกิจกรรมบำบัดมีหน้าที่โดยตรงในการบำบัดการฟื้นฟูสภาพการกลืน การรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาการกลืนในช่วงวิกฤติเฉพาะหน้า อาจแก้ปัญหาด้วยการใส่สายอาหารทางจมูก แต่ไม่ควรทิ้งไว้เป็นระยะเวลานาน ต้องฝึกการกลืนทันทีที่ผู้ป่วยพร้อม โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความสามารถในการกลืนอาหารทางปากอย่างปลอดภัย ได้รับสารอาหารที่เพียงพอ และเหมาะสม ลดความเสี่ยงจากการสำลัก พัฒนาความสามารถในด้านการรับประทานอาหารเพื่อเป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย การบำบัดแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ การบำบัดฟื้นฟูทางตรง เป็นเทคนิคการบำบัดรักษาที่กระทำกับผู้ป่วยโดยตรง และการบำบัดฟื้นฟูทางอ้อม หรือเทคนิคการชดเชย เป็นวิธีการส่งเสริมความสามารถในการกลืนโดยการปรับเปลี่ยนปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง

     1.การบำบัดฟื้นฟูทางตรง

          1.1 การบริหารริมฝีปากและแก้ม

          -อ้าปากกว้างออกเสียง อาเม้มริมฝีปากแน่น ๆแล้วคลายออก

          -กิจกรรมการเป่า ดูด ดูดน้ำจากหลอด เป่าเทียน เป่าบั้บเบิ้ล เป่ากระดาษ เป่านกหวีด เป่าน้ำ เป็นต้น

          -ทำปากจู๋ สลับกับฉีกยิ้มหรือออกเสียง อู สลับกับ อีกักลมในปากให้แก้มป่องและปล่อยลมออกช้าๆ

          1.2 การบริหารลิ้น

          -ให้ผู้ป่วยใช้ลิ้นแตะมุมปากทั้ง 2 ข้างสลับกัน

          -ให้ผู้ป่วยใช้ลิ้นแตะกระพุ้งแก้มทั้ง 2 ข้างสลับกัน ถ้าผู้ป่วยทำได้ให้ผู้บำบัดออกแรงต้านโดยเอานิ้วดันบริเวณแก้มของผู้ป่วยในทิศทางตรงข้าม

          -ให้ผู้ป่วยเดาะลิ้น /ให้ผู้ป่วยพูด ลาลาลา คาคาคา หรือ คาลาคาลา คาลาให้เร็วเท่าที่จะทำได้

          -ใช้ขนมหวาน น้ำหวาน แตะบริเวณริมฝีปากบนและล่าง และมุมปาก และให้ผู้ป่วยใช้ลิ้นเลีย

          -ให้ผู้ป่วยยกลิ้นแตะเหงือก แล้ให้เคลื่อนลิ้นจากด้านหน้าไปด้านหลังซ้ำๆ

          -การบริหารลิ้นแบบให้แรงต้าน โดยให้ผู้ป่วยดันลิ้นออกมานอกปากผู้บำบัดใช้ไม้กดลิ้น ไปในทิศทางทางตรงกันข้าม คือดันไปข้างหลัง หรือทิศทางซ้าย ขวา

          1.3 การบริหารขากรรไกร

          -อ้าปากกว้างค้างไว้ 5 วินาที และออกเสียง อา แล้วหุบปากให้ฟันกระทบกัน

          -ปัดริมฝีปากแล้วเคลื่อนขากรรไกรล่างไปด้านข้าง ค้างไว้ 5 วินาที (ทำสลับข้างซ้าย-ขวา)

          -เคลื่อนไหวขากรรไกรในลักษณะการเคี้ยวข้าวหรือเคี้ยวหมากฝรั่ง ทำซ้ำ 5-10 รอบ

รายละเอียดอยู่ในแผ่นพับด้านล่าง

 

 

ภาพตัวอย่างการนวดริมฝีปากผู้ป่วย:ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพเป็นวิทยาทาน

การรักษาภาวะกลืนลำบาก

References เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในวัยสูงอายุ ทำให้เกิดภาวะกลืนลำบากเป็นครั้งคราว แต่หากอาการเหล่านี้มีมากจนมีภาวะแทรกซ้อน เช่น น้ำหนักลด มีภาวะขาดอาหารหรือขาดน้ำ รวมทั้งภาวะแทรกซ้อนในเรื่องปอดอักเสบ หรือความสามารถในการช่วยเหลือตนเองลดลง ผู้ป่วยเหล่านี้ ควรได้รับการประเมินความสามารถในการกลืน รวมทั้งให้การรักษาที่เหมาะสม

เป้าหมายของการรักษาภาวะกลืนลำบาก

  • กลืนอาหารและน้ำได้อย่างปลอดภัย
  • ได้รับอาหารและน้ำอย่างเพียงพอ
  • ป้องกันภาวะปอดอักเสบจากการสำลัก

แนวทางการรักษาภาวะกลืนลำบาก

          -รักษาโรคที่เป็นสาเหตุของภาวะกลืนลำบาก

          -ป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากภาวะกลืนลำบาก

          -รักษาและฟื้นฟูความสามารถในการกลืน

          -ใช้เทคนิคชดเชยเพิ่มความปลอดภัย และประสิทธิภาพในการกลืน

          -ปรับสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการรับประทานอาหาร และการกลืนให้เหมาะสมและปลอดภัย

     การรักษาภาวะกลืนลำบากนั้นต้องทำพร้อมๆกันไป โดยทีมผู้รักษาที่เป็นสหสาขาวิชาชีพในการฝึกกลืนจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้

          -ผู้ป่วยรู้ตัวและตื่นดี (Glasgow coma scale > 11 คะแนน)

          -สามารถทำตามคำสั่งได้ 1-2 คำสั่ง

          -สามารถอยู่ในท่านั่งหลังตรงสะโพกงอ 90 องศา ได้อย่างน้อย 30 นาที

          -การควบคุมศีรษะและลำคอปกติ

วิธีการรักษาภาวะกลืนลำบาก ประกอบด้วย

          1.การปรับอาหาร ถือว่าเป็นวิธีการที่มีความสำคัญ หากประเมินแล้วว่าผู้ป่วยมีคุณสมบัติที่จะได้รับอาหารทางปากอย่างเดียว ก็ควรเลือกชนิดของอาหารที่ใช้ในการฝึกกลืนอย่างเหมาะสม ถึงแม้ว่าอาหารเหลวเมื่อรับประทานแล้วจะไม่มีอาหารเหลือค้างในปาก แต่ผู้ที่มีภาวะกลืนลำบาก จากระบบประสาทผิดปกติ เมื่อกลืนอาหารเหลว อาหารจะผ่านจากระยะช่องปาก เข้าสู่ระยะคอหอย อย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะเกิดการกลืน จึงเกิดการสำลักได้บ่อย แต่อาหารที่มีความข้นมากกว่าปกติ จะช่วยชะลอไม่ให้อาหารเข้าสู่ระยะคอหอย ก่อนเกิดการกลืน ดังนั้นบุคลาการทางการแพทย์ ควรจำกัดการให้ของเหลว รวมทั้งอาหารเหลว แก่ผู้ที่กลไกการกลืนยังทำงานไม่ดี ในปัจจุบันมีสารเพิ่มความหนืด (thickener) ที่ผสมได้ทั้งอาหารเหลวและของเหลว ช่วยให้ผู้ที่มีปัญหากลืนลำบาก มีความปลอดภัยมากขึ้น ภายหลังการประเมินจึงต้องเลือกอาหารที่เหมาะสมกับผู้ป่วย สมาคมนักโภชนาการแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาได้แบ่งอาหารที่ใช้ในการฝึกกลืน สำหรับผู้ป่วยกลืนลำบากเป็น 4 ระดับ ได้แก่

          อาหารระดับ 1: อาหารปั่นข้น เนื้อเดียวกัน เกาะกันเป็นก้อน ไม่มีน้ำ และไม่จำเป็นต้องบดเคี้ยว (pureed) เหมาะสำหรับผู้ที่มีภาวะกลืนลำบากปานกลางถึงมาก

          อาหารระดับ 2: อาหารปั่นข้นปนกลางถึงมาก เนื้อนุ่มเกาะกันเป็นก้อนได้ง่าย และต้องการการบดเคี้ยว (semi-solid)

          อาหารระดับ 3: อาหารอ่อน เคี้ยวง่าย ย่อยง่าย (soft-solid) เหมาะสำหรับผู้ที่มีภาวะกลืนลำบากเล็กน้อย

          อาหารระดับ 4: อาหารปกติ

รายละเอียดอยู่ด้านล่าง

 

ภาพ 2: รายละเอียดระดับอาหาร สามารถขอได้ที่งานกิจกรรมบำบัด ฝ่ายเวชกรรมฟื้นฟู        

          2.การออกกำลังกายที่ใช้ในการกลืน (oromotor exercise) กล้ามเนื้อของผู้สูงอายุจะมีมวลกล้ามเนื้อลดลง และกำลังของกล้ามเนื้อก็ลดลงตามไปด้วย แต่สามารถทำการฟื้นฟูกำลังได้ โดยการออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ซึ่งกล้ามเนื้อที่ใช้ในการกลืนก็เช่นเดียวกัน

          3.การใช้เทคนิคช่วยกลืน เป็นการจัดท่าให้ศีรษะและลำตัวของผู้ป่วยสามารถชดเชย กลไกการกลืนที่บกพร่องไป เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการรับประทาน 

อาหารทางปาก โดยเทคนิคช่วยกลืนแบ่งเป็น

          3.1 เทคนิคการจัดท่า มีจุดประสงค์เพื่อนำพาอาหารเข้าสู่หลอดอาหาร ลดการสำลักอาหารเข้าทางเดินหายใจ จัดว่าเป็นเทคนิคช่วยกลืนที่สอนผู้ป่วยได้ง่าย หลักการจัดท่าทั่วไปสำหรับการกลืนที่ปลอดภัย คือ นั่งตัวตรง 90 องศา ทำให้อาหาร

และน้ำที่อยู่ในระยะช่องปากไม่เข้าสู่ระยะคอหอยเร็วเกินไป ลดการสำลักอาหารออกทางจมูก ทางเดินอาหารทั้งคอหอยและหลอดอาหาร อยู่ในแนวตั้งตรง รวมทั้งมีผลจากแรงโน้มถ่วงเข้ามาช่วยไล่อาหารตามการบีบตัวของหลอดอาหารด้วย เทคนิคการจัดท่าที่ใช้บ่อย ได้แก่

*การหันศีรษะไปยังด้านอ่อนแรง จะใช้ในผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก จากโรคหลอดเลือดสมอง เพื่อปิดทางเดินอาหารด้านอ่อนแรง เมื่อกลืนอาหารๆ จะลงสู่คอหอย ด้านที่แข็งแรงกว่า

*การเอียงศีรษะไปด้านที่ดี จะใช้ในผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก จากโรคหลอดเลือดสมอง เช่นเดียวกัน โดยการเอียงศีรษะจะทำให้คอหอยเอียงด้วย เมื่อกลืนอาหาร ๆจะลงสู่คอหอยด้านที่แข็งแรงกว่า

*การก้มหน้าขณะกลืน จะใช้เมื่อกระบวนการกลืนระยะช่องปาก และคอหอยไม่สัมพันธ์กันกล่าวคือ เมื่ออาหารถูกส่งผ่านจากระยะช่องปาก แต่ทางเดินหายใจ ยังไม่ปิดการก้มหน้าจะช่วยลดความเร็วของการกลืนทำให้อาหาร ผ่านจากระยะช่องปากเข้าระยะคอหอยช้าลง จะทันเวลาที่ทางเดินหายใจปิดพอดี

*เทคนิคการกลืนแบบพิเศษ มีจุดประสงค์เพื่อให้มีความปลอดภัยในการกลืน หรือเพิ่มประสิทธิภาพของการกลืนการเลือกใช้เทคนิคจะขึ้นอยู่กับความบกพร่องของกลไกการกลืนในผู้ป่วยแต่ละราย มีหลายเทคนิค ซึ่งต้องอาศัยนักวิชาชีพ

          4.การกระตุ้นการรับความรู้สึก (sensory facilitation) ดังที่กล่าวข้างต้นว่าในผู้สูงอายุ รีเฟล็กซ์การกลืนจะเกิดขึ้นช้า ดังนั้นการกระตุ้นความรู้สึกจึงมีจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นให้เกิดรีเฟล็กซ์การกลืน วิธีการกระตุ้นทำได้โดยใช้แรงกล หรือรสชาติของอาหาร เช่น การใช้ไม้พันสำลีถูบริเวณ ลิ้นไก่ หรือเพดานอ่อน เป็นต้น

          5.การใช้ยา พบว่ายาที่ช่วยเพิ่มความเข้มข้นของ ในน้ำลายจะช่วยกระตุ้นรีเฟล็กซ์การกลืน และการไอ โดยพบว่ากลุ่ม Angiotensin Converting Enzyme Inhibitor (ACEI) ช่วยลดความชุกของการเกิดปอดอักเสบจากการสำลักในชาวเอเชียมากกว่าผู้ที่ไม่ใช่ชาวเอเชียและผู้ที่เคยเป็นโรคหลอดเลือดสมองมาก่อน

          6.การปรับอุปกรณ์ที่ใช้รับประทานอาหาร (Adaptive Equipment) มีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมการกลืนที่ปลอดภัย และให้ผู้ที่มีภาวะกลืนลำบากสามารถรับประทานอาหารด้วยตนเองได้ ตัวอย่างอุปกรณ์ได้แก่ นูเซ่คัพ(nosey cup) เพื่อให้ผู้ที่มีภาวะกลืนลำบากสามารถดื่มน้ำได้หมด โดยไม่ต้องแหงนหน้าไปด้านหลัง ในผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก การใช้จานหรือชามใส่อาหารที่มีขอบ วางบนพรมหรือผ้ารองจานที่ไม่ลื่นไหล จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้มือเดียวตักอาหารรับประทานได้เอง หรืออาจใช้เป็นที่กั้นอาหารช่วย ซึ่งให้ผล เช่นเดียวกัน (ดังภาพที่ 3): ตัวอย่างด้านล่าง

 

 

ภาพ3: ช้อนส้อมดัดแปลง และนูเซ่คัพ (nosey-cup)

          7.การดูแลสุขภาพช่องปาก (oral hygiene) เป็นส่วนสำคัญสำหรับการรักษาภาวะกลืนลำบาก และมักถูกมองข้ามการดูแลสุขภาพช่องปากจะลดการสะสมของแบคทีเรียในช่องปาก และลดความเสี่ยงของการเกิดปอดอักเสบจากการอักเสบทำได้โดยพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอ ใช้น้ำยาบ้วนปาก ที่ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เพื่อลดอาการปากแห้ง ในผู้ที่บ้วนปากไม่ได้ควรเช็ดความสะอาดช่องปาก และลิ้นหลังอาหารทุกมื้อ ดูแลเอาอาหารที่ค้างในปากออกให้หมด และเฝ้าระวังการเกิดเชื้อราในช่องปาก เป็นต้น

คำแนะนำเกี่ยวกับการรับประทานอาหารที่ปลอดภัย

          1.นั่งตัวตรงขณะรับประทานอาหารและหลังอาหารควรนั่งต่ออีกอย่างน้อย 30 นาที

          2.รับประทานอาหารช้าๆ อย่างตั้งใจและให้เวลาสำหรับมื้ออาหารอย่างเพียงพอ

          3.อย่ารับประทานอาหารหรือดื่มน้ำในขณะเหนื่อยหรือรีบเร่ง อาจให้เวลาพักประมาณ 30 นาที ก่อนมื้ออาหาร

          4.ไม่รับประทานอาหารหรือน้ำคำใหญ่เกินไป

          5.ลดสิ่งรบกวนขณะรับประทานอาหาร เช่น การพูดคุย การดูทีวี

          6.รับประทานอาหารคำละ 1 ชนิด การมีเนื้ออาหารหลายชนิดใน 1 คำจะสำลักง่ายขึ้น

          7.อาจรับประทานอาหารสลับกัน เช่น อาหารที่ต้องการบดเคี้ยว สลับกับอาหารเหลว

          8.อย่ารับประทานอาหารแห้งเกินไป อาจใช้ซอสหรือน้ำซุปข้นทำให้อาหารเกาะกันเป็นก้อนจะกลืนง่ายขึ้น และตกค้างในปากและคอหอยน้อยลง

          9.ในผู้ที่มีปัญหาอ่อนแรงครึ่งซีก เมื่อรับประทานควรวางอาหารบนลิ้นด้านที่แข็งแรง

          10.ในผู้ที่ต้องใช้สารข้นหนืดละลายกับน้ำหรืออาหารเหลว ผู้ป่วยมักใช้ไม่สม่ำเสมอ อาจส่งผลให้รับประทานน้ำน้อยลง แล้วเกิดภาวะขาดน้ำได้

          11.เลี่ยงการใช้ยาที่ง่วง หรือมีผลข้างเคียงเรื่องปากคอแห้ง เนื่องจากจะทำให้กลืนลำบากมากขึ้น

          12.หากจำเป็นต้องใช้เทคนิคช่วยกลืน ควรใช้อย่างสม่ำเสมอเพื่อลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดตามมา

การบริหารการกลืน

          1.ทำความสะอาดช่องปาก เพื่อขจัดเสมหะหรือเศษอาหารที่ตกค้างอยู่ในปาก

          2.จัดท่าผู้ป่วยนั่งตัวตรง 90 องศาอย่างน้อย 15-30 นาที ศีรษะตรง

          3.ฝึกควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อริมฝีปาก กระพุ้งแก้ม และลิ้น โดยการยิ้มยิงฟัน เม้มริมฝีปาก ห่อปาก เป่าลม เคลื่อนไหวลิ้นแตะมุมปาก
และแตะริมฝีปากบน-ล่าง

          4.ฝึกหัดกลืน โดยให้หัดกลืนน้ำลายของตนเองก่อน แล้วค่อยหัดกลืนน้ำแข็งก้อนเล็กๆ

          5.เริ่มให้หัดกลืนอาหาร โดยใช้อาหารที่มีความหนืด เช่น กล้วยสุกขูด ฟักทองบดละเอียด หรือโจ้กข้นหนืด ตามด้วยอาหารอ่อน และอาหารปกติ ตามลำดับ

          6.ให้ผู้ป่วยก้มศีรษะ เก็บคางชิดอก ขณะกลืน เพื่อป้องกันอาหารและน้ำเล็ดลอดภายในช่องปากอีกครั้ง

          7.หลังฝึกเสร็จควรทำความสะอาดภายในช่องปากอีกครั้ง

ข้อควรระวังในขณะฝึกการกลืน

     ในการฝึกบริหารการกลืนโดยญาติหรือผู้ดูแล นักกิจกรรมบำบัดควรให้คำแนะนำเกี่ยวกับข้อควรระวังเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย โดยต้องมีการประเมินความเข้าใจ และความสามารถของญาติและผู้ดูแลหลังให้คำแนะนำด้วย โดยควรให้คำแนะนำดังนี้ (เตือนใจ, 2554)

          1.หากผู้ป่วยมีเสมหะมาก ควรดูดเสมหะหรือให้ผู้ป่วยไอเอาเสมหะออกก่อน เพื่อให้ทางเดินหายใจโล่ง

          2.ไม่ควรให้ผู้ป่วยกลืนน้ำ หรืออาหารทางปาก หากผู้ป่วยยังรู้สึกตัวไม่เต็มที่

          3.ไม่ควรฝึกกลืนในท่าศีรษะนอนราบ ควรจัดให้ศีรษะและลำตัวของผู้ป่วยตั้งขึ้นขณะฝึกกลืน เพื่อป้องกันการสำลักน้ำและอาหารเข้าสู่ทางเดินหายใจ

          4.ขณะที่ผู้ป่วยสำลักน้ำและอาหาร ควรหยุดป้อนอาหารก่อน พร้อมกระตุ้นให้ผู้ป่วยไอและเอาเศษอาหารที่อยู่ในช่องปากออก

          5.ควรให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าศีรษะและลำตัวตั้งขึ้นประมาณ 30 นาทีหลังจากฝึกกลืน เพื่อป้องกันการขย้อนของน้ำและอาหารขึ้นมา

การวางแผนการดูแลต่อเนื่องโดยผู้แลหรือญาติ

     เมื่อมีการประเมิน และคัดกรองพบว่าผู้ป่วยมีปัญหาการกลืน ควรให้ครอบครัว และผู้ดูแลเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแล โดยการสร้างความรู้ความเข้าใจในการดูแลให้กับครอบครัวหรือผู้ดูแล เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ป่วยจะได้รับการส่งต่อดูแลระยะยาว และจัดการกับปัญหาการกลืนลำบากอย่างเหมาะสม โดยต้องปฏิบัติตามแนวทางดังต่อไปนี้ (Sura et. al., 2012)

          1.จัดท่านั่งตัวตรง 90 องศา หลังจากการับประทานอาหารแล้วนั่งต่ออีก 30 นาที ไม่กดดันผู้ป่วย สร้างบรรยากาศการรับประทานอาหารให้ผ่อนคลาย ไม่พยายามถามคำถามที่ผู้ป่วยต้องพูดคุยขณะรับประทานอาหาร ไม่เร่งรีบ ตักอาหารคำเล็กๆ และหยุดเมื่ออาหารเต็มปาก รอให้กลืนอาหารในปากให้หมดก่อน
            2.ผู้ป่วยก้มหน้า คางชิดอกขณะกลืน เพื่อทำให้อาหารผ่านเข้าไปในระยะคอหอยได้ช้าลง ป้องกันการสำลัก

          3.ในกรณีที่ผู้ป่วยมีการอ่อนแรง ของคอหอยและลิ้นด้านใดด้านหนึ่ง ให้เอียงศีรษะไปทางด้านที่แข็งแรง เพื่อให้อาหารอยู่ในช่องปากด้านที่แข็งแรง พร้อมกับก้มหน้าขณะกลืน เพื่อให้อาหารไหลลงไปในคอหอยด้านที่แข็งแรง และไหลช้าลง ป้องกันความเสี่ยงต่อการสำลัก

          4.ลดปริมาณต่อคำของอาหารลง เพราะการลดปริมาณอาหารจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการสำลัก

          5.เปลี่ยนความเข้มข้นของอาหาร เช่น อาหารเหนียว ข้น อาหารปั่น เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาในระยะช่องปาก เช่น กลืนได้ช้า เป็นต้น

          6.ทำความสะอาดช่องปากและฟัน เพื่อป้องกันการสะสมของเศษอาหาร และแบคทีเรีย ช่วยป้องกันการติดเชื้อ

          7.การบริหารการกลืน เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการกลืน และการบริหารการกลืน จะช่วยลดการสำลักได้

          8.การดูแลให้ยาตามแผนการรักษา เพื่อรักษาโรคที่เป็นปัจจัยให้เกิดการกลืนลำบาก

 

ตัวอย่างอุปกรณ์ฝืกกระตุ้นการกลืนด้วยไฟฟ้า (Vital Stim); ผู้ป่วยต้องได้รับการตรวจประเมินจากแพทย์

เวชศาสตร์ฟื้นฟูก่อนเข้าโปรแกรมกระตุ้นการฝึกกลืนทุกรูปแบบจากนักกิจกรรมบำบัด (ด้านล่าง)

  

ที่มา: ผู้ป่วยอนุญาตเพื่อเป็นวิทยาทาน

เอกสารอ้างอิง

สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข, 2558. จำนวนและอัตราตายด้วยโรคหลอดเลือดสมอง.

พรพจน์ ประภาอนันตชัย และสมบัติ มุ่งทวีพงษา, 2557. กลุ่มอาการสมองขาดเลือด: Stroke Syndrome. Thai Journal of Neurology, 30(4), 24-34.

เพ็ญแข แดงสุวรรณ, 2550. Stroke ฆาตกรเงียบ (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ใกล้หมอ Health & Well Being.

เตือนใจ อัฐวงศ์. 2554. คู่มือการปฏิบัติงาน การบำบัดฟื้นฟูสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีภาวะกลืนลำบาก. เชียงใหม่;

สำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กระทรวงสาธารณสุข. 2555. โรคหลอดเลือดสมอง: การประเมินภาวะกลืนลำบาก; dysphagia evaluation. กรุงเทพฯ

 

 

 
 
Copyright ? 2020 Queen Savang Vadhana Memorial Hospital  Rights Reserved.


joomla counter Queen Savang Vadhana Memorial Hospital