เนื่องด้วยโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา สภากาชาดไทย มีการเปลี่ยนมาใช้ระบบ HIS ใหม่

จึงขอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปที่เข้ามาทำการรักษาที่โรงพยาบาลฯ สามารถตรวจสอบใบรับรองแพทย์ออนไลน์ได้ที่ http://medcertificate.somdej.or.th/
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ (038)320-200 ต่อ 1126 ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ

 

 

 

 

                                                                                                       

เภสัชกรหญิงทิพวรรณ วงเวียน

 

ยาต้านไวรัส COVID - 19 

ปัจจุบันจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัส COVID - 19 มีการระบาดไปทั่วโลกและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มียารักษาเฉพาะสำหรับการติดเชื้อไวรัส Covid-19 เป็นเพียงการรักษาตามอาการ และเป็นการรักษาด้วยยาเดิมที่มีในท้องตลาด พบว่าจากการระบาดจำนวนมากที่เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ทำให้นักวิทยาศาสตร์นำยาที่มีในโลกกว่า 70,000 ชนิด มาศึกษาวิจัยในหลอดทดลอง จึงพบว่ายาหลาย  ชนิด มีฤทธิ์ในการยับยั้งไวรัส COVID - 19 โดยมีกลไกยับยั้งเชื้อไวรัสที่แตกต่างกัน และได้นำยามากกว่า 1 ชนิดมาใช้ร่วมกันในการรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัส COVID - 19 ในสถานการณ์เร่งด่วนในปัจจุบัน ได้แก่

  •             1. ยาต้านไวรัสเอชไอวีหรือยาต้านไวรัสเอดส์ เช่น lopinavir/ritonavir, darunavir + ritonavir
  •             2. ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ เช่น favipiravir
  •             3. ยาต้านไวรัสอีโบลาร์หรือไวรัสซาร์ เช่น remdesivir
  •             4. ยาต้านมาลาเรีย เช่น chloroquine และ hydroxychloroquine
  •             5. ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เช่น azithromycin
  •             6. ยากดภูมิคุ้มกัน เช่น tocilizumab
  •            7. ยาสเตียรอยด์ เช่น methylprednisolone
  •             8. ยาถ่ายพยาธิ เช่น ivermectin
  •            9. สารอาหาร เช่น zinc
  •            10. น้ำเลือดที่มีโปรตีนภูมิคุ้มกัน เช่น convalescent plasma

 

สำหรับการรักษาผู้ป่วยติดเชื้อไวรัส COVID -19 ในประเทศไทย ทางกรมการแพทย์ได้เผยแพร่แนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยในสถานการณ์ COVID -19 สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ โดยกำหนดแนวทางเวชปฏิบัติ การวินิจฉัย ดูแลรักษา และป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ซึ่งจัดทำโดย คณะกรรมการกำกับดูแลรักษาโควิด-19 ประกอบด้วย คณะทำงานด้านการรักษาพยาบาลและการป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ คณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องตลอดตามสถานการณ์การรักษา ฉบับปรับปรุงล่าสุด วันที่ 8 เมษายน 2563 มีแนวทางการดูแลรักษาและการใช้ยาต้านไวรัส กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยแบ่งกลุ่มผู้ป่วยตามอาการ 4 กลุ่ม ดังนี้

           1) Confirmed case ไม่มีอาการ (asymptomatic) :

    -  แนะนำให้นอนโรงพยาบาล หรือในสถานที่รัฐจัดให้ 2-7 วัน เมื่อไม่มีภาวะแทรกซ้อน พิจารณาให้ไปพักต่อที่โรงพยาบาลเฉพาะอย่างน้อย 14 วัน นับจากวันที่เริ่มป่วย หลังจากนั้นให้พักฟื้น และสวมหน้ากากอนามัย ระมัดระวังสุขอนามัย จนครบ 1 เดือน นับจากวันที่เริ่มป่วย

    - ให้ดูแลรักษาตามอาการ ไม่ให้ยาต้านไวรัส เนื่องจากผู้ป่วยกลุ่มนี้ส่วนมากหายได้เอง รวมทั้งอาจได้รับผลข้างเคียงจากยา

           2) Confirmed case with mild symptoms and no risk factor :

                   (ภาพถ่ายรังสีปอดปกติ ที่ไม่มีภาวะเสี่ยง/โรคร่วมสำคัญ)

     -  แนะนำให้นอนโรงพยาบาล 2-7 วัน ดูแลรักษาตามอาการ พิจารณาให้ยา 2 ชนิด นาน 5 วัน คือ

                   1) ยาต้านมาลาเรีย (chloroquine หรือ hydroxychloroquine) ร่วมกับ

                   2) ยาต้านไวรัสเอชไอวี (darunavir+ritonavir หรือ loipinavir/ritonarvir) หรือยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย (azithromycin) ##

      -   เมื่ออาการดีขึ้นและผลถ่ายภาพรังสีปอดยังคงปกติ พิจารณาให้ไปพักต่อที่โรงพยาบาลเฉพาะอย่างน้อย 14 วัน นับจากวันเริ่มป่วย หลังจากนั้น แนะนำให้พักฟื้นและสวมหน้ากากอนามัย ระมัดระวังสุขอนามัย จนครบ 1 เดือน นับจากวันที่เริ่มป่วย

       -    หากภาพถ่ายรังสีปอดแย่ลง (progression of infiltration) ให้พิจารณาเพิ่มยา favipiravir เป็นเวลา 5-10 วัน ขึ้นกับอาการทางคลินิก

            3) Confirmed case with mild symptoms and risk factor

           ภาพถ่ายรังสีปอดปกติ แต่มีปัจจัยเสี่ยง/โรคร่วมสำคัญ ข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ เช่น อายุมากกว่า 60 ปี, โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) รวมโรคปอดเรื้อรังอื่นๆ, โรคไตเรื้อรัง (CKD), โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมโรคหัวใจแต่กำเนิด, โรคหลอดเลือดสมอง, เบาหวานที่ควบคุมไม่ได้, ภาวะอ้วน (BMI 35 กก./ตร.ม.), ตับแข็ง, ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ และ lymphocyte น้อยกว่า 1,000 เซลล์/ลบ.มม.

      -   แนะนำให้ใช้ยาอย่างน้อย 2 ชนิด นาน 5 วัน คือ

             1) ยาต้านมาลาเรีย (chloroquine หรือ hydroxychloroquine) ร่วมกับ

             2) ยาต้านไวรัสเอชไอวี (darunavir+ritonavir หรือ loipinavir/ritonarvir)

อาจพิจารณาให้ยาชนิดที่ 3 ร่วมด้วย คือ ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย (azithromycin) ##

-          หากภาพถ่ายรังสีปอดแย่ลง (progression of infiltration) ให้พิจารณาเพิ่มยา favipiravir เป็นเวลา 5-10 วัน ขึ้นกับอาการทางคลินิก

           4) Confirmed case with pneumonia หรือ ถ้า x-ray ปอดปกติ แต่มีอาการ หรืออาการแสดง เข้าได้กับ pneumonia และ SpO2 ที่ room air น้อยกว่า 95% :

-          แนะนำให้ใช้ยาอย่างน้อย 3 ชนิด นาน 10 วัน ยกเว้น favipiravir

                   1) ยาต้านไวรัส (favipiravir) 5-10 วัน ขึ้นกับอาการทางคลินิก ร่วมกับ

                   2) ยาต้านมาลาเรีย (chloroquine หรือ hydroxychloroquine) ร่วมกับ

                   3) ยาต้านไวรัสเอชไอวี (darunavir+ritonavir หรือ loipinavir/ritonarvir)

อาจพิจารณาให้ยาชนิดที่ 4 ร่วมด้วย คือ ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย (azithromycin) ##

      -  เลือกใช้ respiratory support ด้วย HFNC ก่อนใช้ invasive ventilation

      -  พิจารณาใช้ organ support อื่นๆ ตามความจำเป็น

## การใช้ยาต้านมาลาเรีย (chloroquine หรือ hydroxychloroquine) ร่วมกับ ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย (azithromycin) เป็นสูตรที่มีหลักฐานการวิจัยทางคลินิกน้อยมาก ต้องการการศึกษาเพิ่มเติม แพทย์ควรติดตามผลการรักษาด้วยยาสูตรนี้อย่างใกล้ชิดและพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนการรักษาได้

 

อย่างไรก็ตามโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 เป็นโรคอุบัติใหม่ ดังนั้นการรักษาต่างๆ อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ดังนั้นควรติดตามสถานการณ์การรักษาจากหน่วยงานที่เชื่อถื่อได้เป็นระยะๆ ส่วนแนวทางการรักษาผู้ป่วยติดเชื้อไวรัส COVID-19 ในประเทศไทยอาจมีการปรับปรุงเช่นเดียวกัน ดังนั้นสามารถเข้าไปศึกษาแนวทางการดูแลรักษาในประเทศไทยได้ที่ website กรมการแพทย์ เข้าถึงได้ที่http://covid19.dms.go.th/Content/Select_Content_Grid_Home_7_8?contentCategoryId=8

 

*********************************

 

 

 

 

 

 
 
Copyright ? 2020 Queen Savang Vadhana Memorial Hospital  Rights Reserved.


joomla counter Queen Savang Vadhana Memorial Hospital