โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา

ทำอย่างไร “เมื่อเด็กนอนกรน” ?

          ปกติเราเคยได้ยินว่าผู้ใหญ่นอนกรน แล้วเด็กนอนกรนจะเหมือนในผู้ใหญ่หรือเปล่า? วันนี้จึงมาตอบคำถามที่สงสัยกันนะคะ เมื่อมีการนอนกรน แสดงถึงว่ามีช่องทางเดินหายใจแคบทำให้เกิดการสั่นสะเทือนของเนื้อเยื่อบริเวณส่วนที่แคบนั้นๆ    

สาเหตุการนอนกรน

          1.  กลุ่มที่มีสรีระใบหน้าผิดปกติ คืออาจมีโรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติของสรีระใบหน้า เช่น ความผิดปกติของโครโมโซมแต่กำเนิด เช่น เด็กกลุ่มดาวน์ซินโดรม เด็กที่เป็นโรคนี้ใบหน้าจะผิดปกติ แล้วลิ้นก็อาจจะโต   กว่าเด็กทั่วไป เวลานอนลิ้นจะตกไปด้านหลังลำคอ จะส่งผลให้ทางเข้าของลมหายใจถูกอุดกั้นบางส่วน  อีกกลุ่มหนึ่งก็คือในกลุ่มที่กรามเล็ก หรือกรามหดเข้าไปข้างใน ทำให้ช่องทางเดินหายใจแคบลง

          2. กลุ่มที่ต่อมท่อน้ำเหลืองรอบทางเดินหายใจมีขนาดใหญ่ เช่น กลุ่มที่ต่อมทอนซิล  และอะดีนอยด์โต

          3. กลุ่มที่มีโพรงจมูกอุดกลั้น เช่น ในกลุ่มเด็กที่เป็นภูมิแพ้

รูปทอนซิลที่โตระดับต่างๆ จนถึงระดับ 4 ที่โตจนอุดกั้นทางเดินหายใจ

วิธีสังเกตการหายใจ

          ถ้าเด็กอ้าปากหายใจ เพราะจมูกหายใจเข้าไปไม่พอ การนอนกรนในเด็กมักเกี่ยวข้องกับการคัดจมูก   จากโรคภูมิแพ้  เยื่อบุจมูก หรือไซนัสอักเสบ ต้องนอนอ้าปากหายใจ ถ้าอาการทางจมูกดีขึ้น เด็กมักกรนน้อยลงได้บ้าง ส่วนเด็กบางคนอาจมีต่อมทอนซิล หรือต่อมอะดินอยด์โตมากกว่าปกติทำให้นอนกรน หายใจแรง บางครั้งหายใจจนหน้าอกบุ๋มไม่สามารถนอนหงายได้ เด็กมักนอนดิ้นไปดิ้นมา และจะนอนได้นานในท่าตะแคง อันดับต่อมาคือหายใจแบบกระสับกระส่าย เหมือนนอนหลับไม่สนิท เหมือนกับว่าถ้าอากาศเข้าสู่ร่างกายน้อย ร่างกายจะมีเซลล์ตอบรับว่าหายใจไม่พอเลยต้องกระตุ้นให้ตื่น เด็กจึงนอนได้ไม่เต็มที่ขาดอากาศหายใจ   เป็นช่วงๆ

เมื่อเด็กหายใจได้ไม่เต็มที่จะเกิดภาวะขาดออกซิเจนในขณะนอนหลับ ซึ่งภาวะขาดออกซิเจนนี้  จะทำให้เกิด

             – ฮอร์โมนเจริญเติบโต ซึ่งมีการหลั่งออกมาในขณะหลับสนิท มีปริมาณลดลงไม่เพียงพอ เนื่องจาก การนอนหลับไม่สนิทสะดุ้งตื่นบ่อย ทำให้ร่างกายของเด็ก ไม่โตเท่าที่ควรโดยเฉพาะความสูง 

             – ปัสสาวะบ่อยในตอนกลางคืน หรือปัสสาวะรดที่นอน  

             – หลับไม่สนิท นอนดิ้นไปดิ้นมา เหมือนนอนหลับไม่สบาย ผวาตื่น หรือฝันร้ายได้

             – ในรายเด็กที่มีต่อมอะดินอยด์ใหญ่มาก จะอ้าปากเสมอ เวลานอนทำให้มีลักษณะกระดูกเพดานปาก โก่งสูง 
                ฟันหน้ายื่นเหยินออกมาจนผิดรูปได้ เนื่องจากเด็กหายใจเข้าออกผ่านทางปาก ไม่ค่อยหายใจ         ทางจมูกซึ่งเป็นช่องทางหายใจตามปกติ 

             – นั่งสัปหงกในห้องเรียน ไม่มีสมาธิในการเรียน ความสามารถในการจดจำลดลง เรียนหนังสือไม่เก่ง ทั้งๆ ที่น่าจะเรียนได้ดีกว่านี้

             – หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย เพราะนอนหลับไม่เพียงพอ

             – ทำให้เด็กมีปํญหาสมาธิสั้น หรือซนมากผิดปกติ

การรักษา

          การรักษานอนกรนในเด็ก จึงจะต้องทราบสาเหตุเสียก่อนว่าเกิดจากปัญหาทางจมูก หรือมีปัญหาอื่น เช่น ต่อมทอนซิล หรือต่อมอะดินอยด์โตร่วมด้วยรึเปล่า ถ้ามีแต่ปัญหาทางจมูก การรักษาทางยา  เช่น รักษาโรคภูมิแพ้ หรือไซนัสอักเสบ โดยการกินยา หรือพ่นยา รวมทั้งการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ อาจทำให้ดีขึ้นได้มาก ถ้ามีปัญหาเรื่องต่อมทอนซิล หรือต่อมอะดินอยด์โต จนทำให้มีอาการนอนกรนชนิดอันตราย ขอแนะนำว่าควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง เพื่อพิจารณาการผ่าตัด แต่เมื่อแพทย์ได้อธิบายเรื่องการผ่าตัดมักจะได้ยินคำถามที่พบบ่อยว่า “หลังจากตัดทอนซิลไปแล้วกลัวจะไม่มีอะไรดักจับเชื้อโรค” แม้ว่าต่อมทอนซิล และต่อมอะดินอยด์ จะเป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย แต่จากการศึกษาวิจัยพบว่าระดับภูมิคุ้มกันไม่ได้ลดลงในผู้ป่วยที่ถูกตัดต่อมทอนซิลออก เนื่องจากยังมีระบบภูมิคุ้มกันอีกมากมายในร่างกาย ได้แก่ เม็ดเลือดขาวในการเก็บกินเชื้อโรค และสารแอนตี้บอดี้ที่อยู่ในกระแสเลือดที่เกิดขึ้นภายหลังจากร่างกายเคยได้รับเชื้อ หรือเคยได้รับวัคซีนต่อเชื้อโรคชนิดต่างๆ โดยร่างกายจะสร้างสารแอนตี้บอดี้ขึ้นต่อส่วนประกอบต่างๆ ของเชื้อโรค(แอนติเจน) และสารแอนตี้บอดี้ก็จะไปจับกับเชื้อโรคชนิดนั้นๆ เมื่อเราได้รับเชื้อโรคชนิดเดียวกันเข้าไปอีก ทำให้ร่างกายไม่เป็นโรค หรือเป็นโรคแต่อาการไม่มากเท่ากับครั้งแรกที่เราได้รับเชื้อเข้าไปใหม่ และหน้าที่การป้องกันการ   ติดเชื้อของต่อมทอนซิล  และต่อมอะดินอยด์ลดลงภายหลังเด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป  และจากงานวิจัยยังพบว่าความสามารถของการกำจัดเชื้อโรคเพิ่มขึ้นภายหลังการผ่าตัดต่อมทอนซิล และต่อมอะดินอยด์ในผู้ป่วยที่มี  ต่อมทอนซิล และต่อมอะดินอยด์อักเสบชนิดเรื้อรัง

          แพทย์จึงมักแนะนำให้ผู้ป่วยที่มีต่อมทอนซิล  หรือต่อมอะดินอยด์อักเสบเรื้อรัง และมีขนาดโต จนทำให้เกิดอาการนอนกรน หรือหยุดหายใจ ควรได้รับการผ่าตัดเอาต่อมออก การผ่าตัดจะผ่าในลำคอด้านในไม่มีแผลภายนอก คนไข้จะรู้สึกเจ็บคอบ้างหลังผ่าตัด  และต้องรับประทานอาหารที่เหลว และเย็นเพื่อป้องกันเลือดออกหลังผ่าตัดจึงเป็นการผ่าตัดที่เด็กส่วนใหญ่ชอบเนื่องจากหลังผ่าตัดต้องทานไอศครีมเย็นๆ  รับประทานอาหารเหลว และอาหารอ่อนๆ ที่เย็น อีกสักประมาณ 1 สัปดาห์ แผลจะเริ่มหายจึงจะรับประทานอาหารได้ตามปกติค่ะ…..แล้วพบกันใหม่ในคราวหน้านะคะ…..สวัสดีค่ะ

—————————